สมาชิกเดิมเข้าสู่ระบบ โปรดกรอกข้อมูล..

Multiple Intelligences

Multiple

พหุปัญญา (Multiple Intelligences) หมายถึง ปัญญาที่มีอยู่หลากหลายด้านของมนุษย์ เป็นการอธิบายความสามารถของสมองมนุษย์แต่ละคนว่า สามารถแสดงศักยภาพด้านใดออกมาบ้าง ซึ่งก็หมายถึง ความสามารถของมนุษย์ที่จะค้นหาปัญหา และหาทางแก้ไขปัญหา รวมไปถึงความสามารถในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบสนองหรือรับใช้สังคมของตน

การจะบอกว่าคนคนหนึ่งฉลาด หรือมีความสามารถมากน้อยเพียงใด ถ้าเรานําระดับสติปัญญา หรือไอคิว ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมาเป็นมาตรวัด ก็อาจได้ผลเพียงเสี้ยวเดียว เพราะว่าวัดได้เพียงเรื่องของ ภาษา ตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ และมิติสัมพันธ์เพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีความสามารถอีกหลายด้าน ที่แบบทดสอบในปัจจุบันไม่สามารถวัดได้ครอบคลุมถึง เช่น เรื่องของความสามารถทางดนตรี ความสามารถทางกีฬา และความสามารถทางศิลปะ เป็นต้น 

ศาสตราจารย์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เป็นผู้เสนอ "ทฤษฎีพหุปัญญา" (The Theory of Multiple Intelligences) ได้เสนอแนวคิดว่า สติปัญญาของมนุษย์มีหลายด้านที่มีความสำคัญเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโดดเด่นในด้านไหนบ้าง แล้วแต่ละด้านผสมผสานกัน แสดงออกมาเป็นความสามารถในเรื่องใด เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนไป  ในปี พ.ศ. 2526 การ์ดเนอร์ ได้เสนอว่าปัญญาของมนุษย์มีอยู่อย่างน้อย 7 ด้าน คือ ด้านภาษา ด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว ด้านดนตรี ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านการเข้าใจตนเอง

ต่อมาได้มีการเพิ่มเติมด้านธรรมชาติวิทยาเข้ามา เพื่อให้สามารถอธิบายได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมเป็นทั้งหมด 8 ด้าน  แต่ละด้านก็มีความอิสระในการพัฒนาตัวของมันเองให้เจริญงอกงาม ในขณะเดียวกันก็มีการรวมเข้าด้วยกัน เติมเต็มซึ่งกันและกัน แสดงออกเป็นเอกลักษณ์ทางปัญญาของมนุษย์แต่ละคน คนหนึ่งอาจเก่งเพียงด้านเดียว หรือเก่งหลายด้าน หรืออาจไม่เก่งเลยสักด้าน แต่ที่ชัดเจน คือ แต่ละคนมักมีปัญญาด้านใดด้านหนึ่งโดดเด่นกว่าเสมอ ไม่มีใครที่มีปัญญาทุกด้านเท่ากันหมด หรือไม่มีเลยสักด้านเดียว นับเป็นทฤษฎีที่ช่วยจุดประกายความหวัง เปิดกระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาด้านสติปัญญาของมนุษย์ ในหลักทฤษฎีพหุปัญญา (8 Multiple Intelligences) เชื่อว่า เด็กแต่ละคนมีความฉลาดแต่ละด้านที่แตกต่างกันไป และมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะคน ดังนั้น คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูจึงควรพยายามค้นหาจุดเด่นของเด็กว่ามีความฉลาดทางด้านใดบ้าง และมีรูปแบบอย่างไร เพื่อทำความเข้าใจและสามารถช่วยส่งเสริมให้เขามีพัฒนาการตามแบบฉบับของเขาเอง รวมไปถึงการนำไปใช้เป็นแนวทางในการเลือกอาชีพเลือกลักษณะของงานที่ต้องทำต่อไปในอนาคตได้อย่างเหมาะสม

ความฉลาด 8 ด้านตามทฤษฎีพหุปัญญา (8 Multiple Intelligences)

1. ความฉลาดด้านภาษา (Linguistic)

คือ ความสามารถในการใช้ภาษารูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ภาษาไทย จนถึงภาษาอื่นๆ ด้วย สามารถรับรู้เข้าใจภาษา และสามารถสื่อภาษาให้ผูอื่นเข้าใจได้ตามที่ต้องการ เด็กที่มีความถนัดด้านภาษาสามารถเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาสนุกกับการต่อคำศัพท์และเกมอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็ชื่นชอบโคลงกลอน เพลง และนิทาน เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นนักพูดและนักเล่าเรื่องที่เก่ง

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านภาษา คือ จำและคิดเป็นภาษาหรือคำศัพท์ อธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองได้ดี

ลักษณะของบุคคลที่มีจุดเด่นหรือมีความสามารถทางปัญญาด้านภาษา

  • สามารถจับใจความได้ดี จากการฟังสิ่งต่าง ๆ
  • สามารถถ่ายทอดความคิดทางคำพูดได้ชัดเจน
  • สื่อสารได้ชัดเจนตรงประเด็น
  • สามารถอ่านหนังสือต่าง ๆ ได้ถูกต้อง เข้าใจความหมาย จับใจความได้ดี
  • เขียนถ่ายทอดความรู้สึก ความรู้ ข้อมูลได้ถูกต้องชัดเจน และสามารถเขียนถ่ายทอดได้หลากหลายแนวทาง
  • จำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี จำสถานที่ วันเดือนปีและสิ่งต่าง ๆ

ตัวอย่างกิจกรรมหรือแนวทางในการพัฒนาความสามารถด้านภาษา

  • การฟังนิทาน โคลง กลอน
  • การพูดโต้วาที พูดเล่าเรื่องนิทาน พูดสุนทรพจน์ พูดอภิปราย
  • อ่านโคลง กลอน หนังสือต่าง ๆ
  • เขียนรายงาน เขียนเชิงสร้างสรรค์ เขียนบันทึกประจำวัน

ผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้มีความเหมาะสมที่จะประกอบอาชีพเป็น นักพูด นักเล่านิทาน นักการเมือง กวี นักเขียน บรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ ครูสอนภาษา เป็นต้น

2. ความฉลาดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical)

คือ ความสามารถในการคิดแบบมีเหตุและผล การคิดเชิงนามธรรม การคิดคาดการณ์ และการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ ความฉลาดทางด้านนี้เกี่ยวกับความสามารถในการนำตรรกะมาแก้ไขปัญหา จำแนกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบแบบแผนได้ นอกจากนั้น ยังชื่นชอบการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ และเรียนรู้ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ อีกด้วย เด็กที่ฉลาดทางด้านนี้จะชอบเล่นเกมส์ที่ต้องแก้ปัญหาทุกชนิด และสามารถเชื่อมโยงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ คือ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ดี เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อน เด็กสามารถแยกแยะ จัดลำดับและเข้าใจรูปแบบของสิ่งที่เกิดขึ้น

ลักษณะของบุคคลที่มีจุดเด่นหรือมีความสามารถทางปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์

  • เป็นคนที่คิดเป็นระบบ มีเหตุผลในการคิด
  • มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คือ คิดพิจารณาส่วนย่อยของประเด็นให้เห็นภาพชัดเจน
  • มีความสามารถในการคิดสังเคราะห์ คือ ประมวล เชื่อมโยงแง่มุมความคิดรวบยอดและประเด็นต่าง ๆ ให้เป็นเรื่องเดียวกัน
  • มีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ นำเหตุผลข้อมูลมาใช้ในการตัดสิน เชื่อหรือไม่เชื่อ ทำหรือไม่ทำ
  • มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา คือ การประมวลสาเหตุของปัญหา หาวิธีแก้ปัญหาที่หลากหลาย และเลือกแนวทางที่สามารถแก้ปัญหาได้เกิดผล
  • มีความสามารถในการใช้จำนวน เข้าใจความเป็นนามธรรมของจำนวน

ตัวอย่างกิจกรรมหรือแนวทางในการพัฒนาความสามารถด้านตรรกะและคณิตศาสตร์

  • ฝึกทักษะการคำนวณ แก้โจทย์ ปัญหา การจัดประเภทหมวดหมู่สิ่งของ
  • ฝึกปฏิบัติการทดลองวิทยาศาสตร์
  • ฝึกเขียนแบบ อุปมาอุปมัย
  • การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์

ผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้มีความเหมาะสมที่จะประกอบอาชีพเป็นนักบัญชี นักคณิตศาสตร์ นักตรรกศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ นักวิทยาศาสตร์ ครู-อาจารย์ เป็นต้น

3. ความฉลาดด้านดนตรี (Musical)

คือ ความสามารถในการซึมซับ และเข้าถึงสุนทรียะทางดนตรี ทั้งการได้ยิน การรับรู้การจดจำ และการแต่งเพลง สามารถจดจำจังหวะ ทำนอง และโครงสร้างทางดนตรีได้ดี และถ่ายทอดออกมาโดย การฮัมเพลง เคาะจังหวะ เล่นดนตรี และร้องเพลง เด็กที่ฉลาดด้านดนตรีจะมีความว่องไวต่อเสียง และสามารถเชื่อมโยงระหว่างเพลงและเครื่องดนตรีได้ พวกเขามักจะชอบร้องเพลงและใช้เทคนิคในการเรียนรู้ผ่านบทเพลงและจังหวะต่างๆ ได้

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านดนตรี คือ พวกเขามักหลงเสน่ห์ดนตรีและเสียงเพลง ทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นคำคล้องจองหรือเป็นแบบแผน ในขณะที่คนอื่นทำไม่ได้พวกเขาซึมซับและจดจำข้อมูลเป็นแบบแผนและบทกลอนหรือคำคล้องจอง

ลักษณะของบุคคลที่มีจุดเด่นหรือมีความสามารถทางปัญญาด้านดนตรี

  • ชอบร้องเพลง ฟังเพลง ชอบเล่นดนตรี และตอบสนองต่อเสียงเพลง
  • แยกแยะ จำทำนองเพลง เรียนรู้จังหวะดนตรีได้เร็ว
  • เรียนรู้จังหวะ เสียง และดนตรีได้ดี
  • รู้จักโครงสร้างของดนตรี โครงสร้างในการฟังเพลง

ตัวอย่างกิจกรรมหรือแนวทางในการพัฒนาความสามารถด้านดนตรี

  • ดูการแสดงดนตรี หรือฟังดนตรีเป็นประจำ
  • ฝึกร้องเพลง ฝึกแต่งเพลง
  • ฝึกการเล่นดนตรีที่ชื่นชอบ
  • ฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้านดนตรี เช่น ประดิษฐ์เครื่องดนตรี เลียนแบบต่าง ๆ

ผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้มีความเหมาะสมที่จะประกอบอาชีพเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง  นักวิจารณ์ดนตรี เป็นต้น

4. ความฉลาดด้านร่างกาย (Bodily-Kinesthetic)

คือ ความสามารถในการควบคุมและแสดงออกซึ่งความคิด ความรู้สึก โดยใช่อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ ความคล่องแคล่ว ความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีต และความไวทางประสาทสัมผัส ความฉลาดด้านนี้มีความหมายตรงกับชื่อ คือ เป็นเด็กที่แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมและเคลื่อนไหวได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว ชอบแสดงออก และสนุกกับกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะและงานฝีมือ

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านร่างกาย คือ พวกเขาตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพได้ดีพวกเขาใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างยอดเยี่ยมพวกเขามักเคลื่อนไหวตลอดเวลาที่เรียนรู้ (ทำให้อาจดูเหมือนนั่งนิ่งๆ ไม่ได้)

ลักษณะของบุคคลที่มีจุดเด่นหรือมีความสามารถทางปัญญาด้านร่างกาย

  • สามารถใช้กล้ามเนื้อได้คล่องแคล่ว ทั้งกล้ามเนื้อเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่
  • ใช้อวัยวะของร่างกายสื่อสารและแสดงความคิด ความรู้สึกได้ เช่น การแสดงละคร การแสดงท่าใบ้สื่อภาษา
  • ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การเล่นกีฬา การเต้นตามจังหวะ การทำท่าประกอบ
  • การใช้กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างคล่องแคล่วในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เย็บปักถักร้อยแกะสลัก ผ่าตัด เคลื่อนไหวนิ้วมือท่าทางต่าง ๆ
  • เรียนรู้ได้ดีถ้ามีโอกาสสัมผัส เคลื่อนไหว และมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ว่างและการสัมผัส

ตัวอย่างกิจกรรมหรือแนวทางในการพัฒนาความสามารถด้านร่างกาย

  • การเรียนรู้ได้ด้วยการสัมผัส จับต้อง และการปฏิบัติจริง
  • การเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง เล่นกีฬา การเคลื่อนไหวประกอบจังหวะ
  • ฝึกทักษะการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเต้น
  • เล่นเกม เดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย
  • ฝึกการเรียนรู้โดยที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติจริง

ผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้มีความเหมาะสมที่จะประกอบอาชีพเป็นนักแสดง นักกีฬา นาฏกร นักฟ้อนรำ นักประดิษฐ์ นักปั้น ช่างซ่อมรถยนต์ ศัลยแพทย์ เป็นต้น

5. ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial)

คือ ความสามารถในการรับรู้ทางสายตาได้ดี สามารถมองเห็นพื้นที่ รูปทรง ระยะทาง และ ตำแหน่ง อย่างสัมพ้นธ์เชื่อมโยงกัน แล้วถ่ายทอดแสดงออกอย่างกลมกลืน มีความไวต่อการรับรู้ในเรื่องทิศทาง เด็กที่มีความฉลาดด้านนี้จะคิดและสื่อสารด้วยภาพ พวกเขาชอบเล่นเกมส์ต่อรูปภาพ เช่น จิ๊กซอว์ เปี่ยมล้นด้วยจินตนาการ และชื่นชอบงานศิลปะ นอกจากนี้ พวกเขายังจดจำทิศทางได้ดี และอ่านแผนที่เก่ง

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ คือ เขาสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ได้ในหัว และวิเคราะห์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาสามารถจินตนาการและสร้างโลกใหม่ขึ้นมาในความคิด (หรือฝันกลางวัน)เขาสามารถจัดการและเล่นสิ่งของต่างๆ ได้ดี และมีทักษะในการใช้มือที่ดี

ลักษณะของบุคคลที่มีจุดเด่นหรือมีความสามารถทางปัญญาด้านมิติสัมพันธ์

  • สามารถวาดภาพในสมอง และออกแบบสิ่งต่าง ๆ ได้เหมาะสมกับจุดประสงค์ที่ต้องการใช้
  • กะระยะได้แม่นยำ รู้เรื่องทิศทาง
  • อ่านแผนที่ แผนภูมิได้ดี
  • เรียนรู้ได้ดีถ้าต้องใช้จินตนาการ ได้ใช้ความคิดอย่างอิสระ หรือทำงานด้วยสีและภาพ
  • ชอบที่จะวาด สร้าง ออกแบบ

ตัวอย่างกิจกรรมหรือแนวทางในการพัฒนาความสามารถด้านมิติสัมพันธ์

  • การทำงานศิลปะ งานประดิษฐ์ เพื่อเปิดโอกาสให้คิดได้อย่างอิสระ
  • ฝึกใช้กล้องถ่ายภาพ การวาดภาพ เสก็ตภาพ
  • ฝึกเล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ เกมตัวเลข เกมที่ต้องแก้ปัญหา
  • ฝึกใช้หรือเขียนแผนที่ความคิด (Mind Mapping) การใช้จินตนาการ
  • เล่นเกมเกี่ยวกับภาพ เกมตัวต่อเลโก้ เกมจับผิดภาพ ฯลฯ
  • ฝึกการอ่านสร้างแผนที่จำลอง

ผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้มีความเหมาะสมที่จะประกอบอาชีพเป็นศิลปิน สถาปนิก มัณฑนากร นักประดิษฐ์ ฯลฯ

6. ความฉลาดด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal)

คือ ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ทั้งด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ และเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน มีความไวในการสังเกต สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง สามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม สร้าง มิตรภาพได้ง่าย เจรจาต่อรอง ลดความขัดแย้ง สามารถจูงใจผู้อื่นได้ดี เด็กที่ฉลาดด้านนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม พวกเขาจึงเป็นคนที่มีเพื่อนมาก ชอบทำงานร่วมกับคนอื่น และมีความสามารถในการเป็นผู้นำสูง

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ คือ เขาชอบเล่นเป็นกลุ่มเขาสามารถนำผู้อื่นได้ดีเขาสนใจความรู้สึกและมักเห็นอกเห็นใจคนอื่น

ลักษณะของบุคคลที่มีจุดเด่นหรือมีความสามารถทางปัญญาด้านมิติสัมพันธ์

  • สามารถรับรู้อารมณ์ความคิด ความรู้สึกของบุคคลต่าง ๆ รอบตัวได้
  • ปรับปฏิสัมพันธ์ให้เหมาะสมกับการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น
  • ทำงานกลุ่มได้ดี มีความเป็นผู้นำ เป็นสมาชิกกลุ่มที่ดี และรับรู้บทบาทตนเองในแต่ละสถานการณ์
  • แยกแยะความแตกต่างระหว่างบุคคลได้
  • ชอบมีเพื่อน มาก ๆ ชอบพูดคุยกับคนและร่วมสังสรรค์กับคนอื่น
  • เรียนรู้ได้ดีถ้ามีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้อื่น หรือมีโอกาสสัมภาษณ์ผู้อื่น

ตัวอย่างกิจกรรมหรือแนวทางในการพัฒนาความสามารถด้านมนุษย์สัมพันธ์

  • การเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนจัดกลุ่มเป็นทีม มีการอภิปราย เรียนรู้ร่วมกัน แก้ปัญหาร่วมกัน
  • การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง บทบาทสมมุติ
  • การเรียนรู้โดยการเข้าร่วมกิจกรรมเสรี ชมรมต่าง ๆ ที่สนใจ

ผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้มีความเหมาะสมที่จะประกอบอาชีพเป็นนักบริหาร ผู้จัดการ นักธุรกิจ นักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ ครู - อาจารย์ เป็นต้น

7. ความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง (Intrapersonal)

คือ ความสามารถในการรู้จัก ตระหนักรู้ในตนเอง สามารถรู้เท่าทันตนเอง ควบคุมการแสดงออก อย่างเหมาะสมตามกาลเทศะและสถานการณ์ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเผชิญหน้า เมื่อไหร่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อไหร่ต้องขอความช่วยเหลือ มองภาพตนเองตามความเป็นจริง รู้ถึงจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของตนเอง ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าตนมีจุดแข็ง หรือความสามารถในเรื่องใด มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความคาดหวัง ความปรารถนา และตัวตนของตนเองอย่างแท้จริง เด็กที่เข้าใจตนเองชอบทำงานเพียงลำพัง พวกเขามักเป็นตัวของตัวเอง และแม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าสังคม แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นในความสามารถของตนและมีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง คือ พวกเขาเก่งในการทำงานให้ไปถึงเป้าหมายชัดเจนว่าตนเองชอบหรือไม่ชอบอะไรรักความยุติธรรม

ลักษณะของบุคคลที่มีจุดเด่นหรือมีความสามารถทางปัญญาด้านเข้าใจตนเอง

  • รู้จักเข้าใจจุดดี จุดด้อยของตนเอง
  • รู้จักตั้งจุดหมายของชีวิต ชอบค้นหาเกี่ยวกับตนเอง
  • วางแผนการทำงานของตนเอง และหาแนวทางในการพัฒนาตนเองให้เก่งสูงสุดและพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ
  • กระตุ้นตนเองให้ต่อสู้อุปสรรคและอดทนต่อความลำบากกายและใจได้
  • มีความคิดระดับสูงและมีเหตุผล
  • ชอบที่จะทำงานคนเดียวและสนใจติดตามสิ่งที่ตนเองสนใจเป็นพิเศษ
  • เรียนรู้ได้ดีถ้ามีโอกาสทำงานโดยลำพังทำโครงการเดี่ยว

ตัวอย่างกิจกรรมหรือแนวทางในการพัฒนาความสามารถด้านเข้าใจตนเอง

  • การจดบันทึกประจำวัน
  • การสอนให้เห็นคุณค่าของตัวเอง นับถือตัวเอง (self esteem)
  • การเปิดโอกาสให้ทำงานตามลำพัง ทำงานคนเดียว อิสระ แยกตัวจากกลุ่มบ้าง
  • ค้นหาสิ่งที่ตนสนใจ และใช้เวลาเข้าไปเรียนรู้กับสิ่งนั้นๆ
  • การฝึกสมาธิ และการปฏิบัติธรรม

ผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้มีความเหมาะสมที่จะประกอบอาชีพอิสระ เป็นเจ้าของกิจการ เป็นนายจ้างของตัวเอง นักคิด นักเขียน นักบวช นักปรัชญา นักจิตวิทยา  ครู – อาจารย์ เป็นต้น

8. ความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ (Naturalistic)

คือ ความสามารถในการรู้จก และเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เข้าใจกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ และการรังสรรค์ต่างๆ ของธรรมชาติ มีความไวในการสังเกต เพื่อคาดการณ์ความเป็นไปของธรรมชาติ มีความสามารถในการจัดจำแนก แยกแยะประเภทของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ชอบผจญภัยในโลกกว้าง (นอกบ้าน) มาตั้งแต่เด็ก จึงมักเห็นเขาชอบเตร็ดเตร่เพื่อสำรวจสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ พวกเขายังสนใจในเรื่องของต้นไม้และสัตว์ต่างๆ อย่างมาก

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ คือ สังเกตเห็นรูปแบบและคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่างๆชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้มีความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งของในหมวดเดียวกันและสังเกตเห็นความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ

ลักษณะของบุคคลที่มีจุดเด่นหรือมีความสามารถทางปัญญาด้านรู้จักธรรมชาติ

  • รู้จักเข้าใจธรรมชาติของพืชและสัตว์
  • มักจะอยู่ชอบอยู่กับธรรมชาติ หลงใหลในความงดงามของธรรมชาติ
  • เข้าใจเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและปรากฏการณ์ธรรมชาติ
  • เข้าใจความสำคัญของตนเองกับสิ่งแวดล้อมและตระหนักถึงความสามารถของตนที่จะมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ธรรมชาติ
  • เรียนรู้ได้ดีจากการออกค่าย ออกภาคสนาม

ตัวอย่างกิจกรรมหรือแนวทางในการพัฒนาความสามารถด้านรู้จักธรรมชาติ

  • การเรียนรู้โดยใช้สิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ
  • ฝึกปฏิบัติงานด้านเกษตรกรรมเกี่ยวกับการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์
  • ศึกษาสังเกต บันทึกความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ลม ฟ้า อากาศ
  • เข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมศึกษา ค่ายสิ่งแวดล้อม หรือโครงงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่สนใจ

ผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้มีความเหมาะสมที่จะประกอบอาชีพนักวิทยาศาสตร์ นักสำรวจ นักอนุรักษ์ธรรมชาติ นักสิ่งแวดล้อม ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เกษตรกร เป็นต้น

ทฤษฎีพหุปัญญา ของโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายทางปัญญาของมนุษย์ซึ่งมีหลายด้าน หลายมุม แต่ละด้านก็มีความอิสระในการพัฒนาตัวของมันเองให้เจริญงอกงาม ในขณะเดียวก้นก็มีการบูรณาการเข้าด้วยก้น เติมเต็มซึ่งกันและกัน แสดงออกเป็นเอกลักษณ์ทางปัญญาของมนุษย์แต่ละคน คนหนึ่งอาจเก่งเพียงด้านเดียว หรือเก่งหลายด้าน หรืออาจดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยเก่งเลยสักด้าน แต่ที่แน่นอน คือ แต่ละคนมักมีปัญญาด้านใดด้านหนึ่งโดดเด่นกว่าเสมอ ไม่มีใครที่มีปัญญาทุกด้านเท่ากันหมด หรือไม่มีเลยสักด้านเดียว

ทฤษฎีนี้ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้นความสำคัญที่ว่าแต่ละคนควรได้รับการส่งเสริมให้ใช้ปัญญาด้านที่ถนัดเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ และในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ควรมีรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้สอดรับกับปัญญาที่มีอยู่หลายด้าน รวมไปถึงการใช้เป็นข้อมูลที่สำคัญส่วนหนึ่งสำหรับการเลือกแนวอาชีพที่สอดคล้องกับความถนัด ความสามารถของตนเอง