นักสังคมสงเคราะห์
 
       ผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยบุคคลและครอบครัวแก้ปัญหาทางสังคมและปัญหาส่วนตัว อันเป็นกระบวนพัฒนาบุคลิกภาพของคน โดยการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลด้วยกัน และระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมทางสังคม โดยวางแผนงานการให้บริการทางสังคมเพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลในชุมชนนั้น รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำและให้ความช่วยเหลือในเรื่องสวัสดิการ ตลอดจนจัดหางานอาชีพและปฏิบัติงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับงานที่กล่าวไว้ข้างต้น
 
ลักษณะของงานที่ทำ
  จัดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 
1. นักสังคมสงเคราะห์อาชีพ     2. นักสังคมสงเคราะห์อาสาสมัคร (ซึ่งจะอาสาเข้ามาทำงานในช่วงภาวะวิกฤติ) 
หน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ที่ทำหน้าที่สังคมสงเคราะห์วิชาชีพ เป็นการช่วยเหลือและเป็นการใช้สามัญสำนึกในการช่วยเหลือโดยมีหน้าที่หลัก ดังนี้ 
1. ให้คำปรึกษาแนะนำผู้มาใช้บริการ 
2. ปฏิบัติหน้าที่หลักตามนโยบายของหน่วยงานหรือองค์กรนั้นๆ 
3. ประสานงานกับผู้มารับบริการ และหน่วยงานหรือองค์กรบริการทางสังคมที่ผู้รับบริการต้องเกี่ยวข้องด้วย หรือต้องการความช่วยเหลือ เช่น การสอบถามซักประวัติ เพื่อให้ทราบว่าผู้มารับบริการมีความเดือดร้อนเรื่องใด และต้องจัดส่งไปยังหน่วยงานที่ให้การบริการต่างๆ เช่น หาอาชีพที่เหมาะสม หาทุนประกอบอาชีพ แหล่งที่พัก โรงพยาบาล และสวัสดิการอื่นๆ ที่จำเป็น 
4. ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการสังคมสงเคราะห์เพื่อใช้ในการป้องกันและแก้ปัญหาทางสังคมสงเคราะห์ 
5. ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่ค่อนข้างยากแก่นักสังคมสงเคราะห์ของหน่วยงานต่างๆ 
6. อาจทำหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญ และตามการให้การบริการขององค์กร (Case Workers) เช่น 
- ดูแลปัญหาครอบครัวแตกแยกปัญหาเกี่ยวกับสวัสดิการของครอบครัว อาชีพของบุคคลในครอบครัว 
- ดูแลเด็กผู้ด้อยโอกาสและรับเข้าอยู่ในสถาบันและบ้านสงเคราะห์ การให้สวัสดิการแก่เด็ก 
- ให้สวัสดิการแก่ผู้ป่วยทางด้านจิตใจทางร่างกายหรือผู้พิการ การอบรมทางสังคมแก่ผู้ได้รับทัณฑ์บน และการช่วยเหลือผู้อพยพ 
- อาจทำหน้าที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์เฉพาะกลุ่ม เช่น จัดระบบงานเกี่ยวกับโครงการทางสังคม การศึกษา จัดหางานอาชีพ และการสันทนาการ จัดหาอาชีพในศูนย์ชุมชน เป็นต้น
 
สภาพการจ้างงาน
       จะได้รับการว่าจ้างขั้นต้นตามวุฒิการศึกษาในภาครัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชน ส่วนผู้ที่ปฏิบัติงานในภาคเอกชนจะได้รับเงินเดือนสูงกว่า กำหนดเวลาการทำงานของนักสังคมสงเคราะห์ วันละ 8 ชั่วโมง แต่มักจะทำงานเกินเวลาตามความสมัครใจ ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่นี้ต้องแบ่งเวลาการทำงานและเวลาส่วนตัวให้เหมาะสม
 
สภาพการทำงาน
       นักสังคมสงเคราะห์อาจวางแผนการทำงาน การประชุม การให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้มาใช้บริการในสำนักงาน และออกเยี่ยมบ้านผู้มารับบริการตามกำหนดการ เช่น กลุ่มฟื้นฟูสภาพครอบครัวกลุ่มแม่นอกสมรส เพื่อไปช่วยคอยแนะนำบุคคลในครอบครัวทุกคน ช่วยแนะนำให้ได้งานทำหาอาหาร หรือนมให้เด็กเล็กจัดภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ เป็นต้น อาจต้องปฏิบัติงานอยู่ในต่างจังหวัดหรือพื้นที่ทุรกันดาร อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้างเมื่อปฏิบัติงานกับกลุ่มที่มีปัญหาทางสังคมอย่าง รุนแรง เช่น ในกรมราชทัณฑ์ หรือชุมชนในพื้นที่มียาเสพติด
 
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ หรือ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และสวัสดิการสังคม 
มีใจรัก ชอบช่วยเหลือ เพราะงานสังคมสงเคราะห์ คือ การบริการ ให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ 
เป็นคนเปิดกว้าง มองโลกในแง่ดี มีทัศนะคติที่ดีต่อผู้คนและต่อปัญหา 
เป็นบุคคลที่เปิดรับต่อประมวลปัญหาที่ต้องเข้าไปแก้ไข 
มีลักษณะอบอุ่น มนุษยสัมพันธ์ดี และเข้ากับชุมชนได้ดี 
 
การเตรียมความพร้อมสู่อาชีพ
       เมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าจะต้องเข้าสอบคัดเลือกเข้ารับการศึกษาที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เฉลิมพระเกียรติ
 
โอกาสในการมีงานทำ
       ผู้ประกอบอาชีพนักสังคมสงเคราะห์ปัจจุบันมีน้อยมาก ไม่พอรับกับปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่จากช่วงภาวะเศรษฐกิจของประเทศถดถอย สถาบันการศึกษาผลิตบุคลากรทางด้านสังคมสงเคราะห์น้อยมากในปีหนึ่งๆ และไม่พอเพียงที่จะรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ และเมืองอุตสาหกรรม ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์คนหนึ่งจะรับดูแลปัญหาของผู้มารับบริการประมาณ 10 - 15 ราย 
       หน่วยงานที่มีความต้องการคือ กลุ่มสหวิชาชีพ กรมราชทัณฑ์ กรมประชาสงเคราะห์ หน่วยงานพัฒนาเอกชน โรงงานอุตสาหกรรม บริษัทห้างร้าน ฯลฯ และเนื่องจากนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในตลาดแรงงานมีน้อย ทำให้เป็นที่ต้องการขององค์กรพัฒนาเอกชนมาก เช่น สหทัยมูลนิธิ หรือมูลนิธิต่างๆ ที่ดูแลบุคคลที่ด้อยโอกาสในสังคม
 
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
       มีโอกาสความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน ถ้ารับราชการจะได้รับการเลื่อนขั้นและเลื่อนตำแหน่งตามความสามารถและการศึกษาเพิ่มเติม ในหน่วยงานพัฒนาชุมชน ถ้ามีประสบการณ์ทำงาน 3 ปี อาจได้รับตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าหรือหัวหน้า ถ้ามีประสบการณ์ 5 ปี อาจได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการโครงการ ส่วนในหน่วยงานเอกชนอาจได้รับการเลื่อนตำแหน่งตามโครงสร้างขององค์กร
 
ตัวอย่างมหาวิทยาลัยและคณะที่เกี่ยวข้อง
1. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ 
2. มหาวิทยาลัยนครพนม คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
3. มหาวิทยาลัยนเรศวร คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชาพัฒนาสังคม
4. มหาวิทยาลัยพะเยา คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาพัฒนาสังคม
5. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาพัฒนาสังคม
6. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะศิลปศาสตร์ สาขาการพัฒนาสังคม
7. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาการพัฒนาสังคม
8. มหาวิทยาลัยเกริก คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และการพัฒนาสังคม 
9. มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม 
10. มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาพัฒนาสังคม
 
ที่มา: กองส่งเสริมการมีงานทำ